*ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป
อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย
เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆ กัน
แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน
เสียงเพลง * “กันและกัน” ของวงฟลัว ที่เปิดดังมาจากวิทยุคลื่นโปรดของฉัน ทำให้ฉันและใครอีกหลายคนที่ยังคงนอนไม่หลับ ต้องนอนอมยิ้มไปตามๆ กัน ด้วยความหวานของเพลง และทำนองที่จับหัวใจของคนที่มีความรักเอาไว้ด้วยกัน เปล่า..ไม่ใช่ว่าฉันไม่ง่วงนอน แต่ฉันนอนไม่หลับต่างหาก เนื่องจากพรุ่งนี้เช้าเป็นวันก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยวันแรกของเด็กต่างจังหวัดอย่างฉันผู้ซึ่งเดินทางเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ด้วยทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย จากอานิสงส์ของเกรดเฉลี่ย 4.00 จากมัธยมปลาย
หลังจากที่พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงอย่างนั้นจนดึกแล้วก็ผล็อยหลับไป จะด้วยความง่วงงุนหรือไม่ก็ตาม หากฉันก็หลับตาพริ้มลงไปพร้อมๆ กับเพลงหวานเมื่อครู่นี้แล้ว
นอกจากเสียงเพลงที่ดังเป็นจังหวะแล้ว เหล่าบรรดานักศึกษารุ่นพี่ที่มายืนรอรับรุ่นน้องก็ส่งเสียงเฮฮากันอย่างสนุกสนาน ทำให้บรรยากาศวันปฐมนิเทศของเฟรชชี่จากคณะต่างๆ ดูคึกคักเป็นพิเศษเฉกเช่นทุกปี
ฉันเดินเข้าสู่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังซึ่งเลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตทั้งสี่ปีอย่างคุ้มค่าที่สุด ฉันเดินตามทางมาเรื่อยๆ จนเห็นป้ายคณะนิเทศศาสตร์อยู่ไกลๆ โดยมีรุ่นพี่ตัวโตๆ ชูไว้เหนือศรีษะ ราวกับจะคอยต้อนน้องๆ ก็ไม่ปาน เสียงโหวกเหวกตะโกนถามฉันขึ้นเมื่อเดินไปถึง
“น้องคณะอะไรครับ นิเทศหรือเปล่า”
ฉันส่งยิ้มไปให้ก่อนจะตอบว่า “ นิเทศค่ะ”
เท่านั้นพี่ๆ ก็กรูกันมาล้อมหน้าล้อมหลังอย่างสนุกสนาน ฉันได้รับป้ายชื่อมาคล้องคอ แล้วรุ่นพี่คนหนึ่งก็พาฉันขึ้นไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ห้องประชุมซึ่งมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว
หลังจากที่ฉันได้เข้ามาในห้องเพื่อรอเพื่อนๆ ในสาขาวิชาเดียวกัน นอกจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่หกตัวที่ทำเอาเย็นฉ่ำจนหายจากความร้อนแล้ว ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่มากมาย ฉันหันไปทักทายเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้มทางซ้ายทีขวาทีและก็ได้รับมิตรภาพใหม่ๆ กลับคืนมาเช่นเดียวกัน
“เอาล่ะน้องๆ คะตอนนี้พี่จะขอตัวแทนน้องปีหนึ่งไปประกวดดาว-เดือน หนึ่งคู่นะคะ” พี่เอ๋รุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะสแกนสายตาไปรอบๆ ห้องแล้วจึงชี้ไปยังผู้หญิงที่นั่งแถวถัดจากฉันไปประมาณสองแถวและผู้ชายอีกคนซึ่งนั่งอยู่แถวหลังสุด
“พี่เลือกน้องสองคนนี้แล้วกันนะคะ” หญิงสาวที่ถูกเลือกดูหน้าตาสวย ท่าทางเปรี้ยวจี๊ด รูปร่างสูงโปร่ง ผมดัดเป็นลอนย้อมเป็นสีทองขับเธอให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ส่วนชายหนุ่มคนนั้นก็...ก็ดูดีนะ ไม่สิ ดูดีทีเดียว ด้วยส่วนสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผิวที่ค่อนข้างขาว (แม้จะโดนแดดเผาไปนิด) กับลักยิ้มที่ข้างแก้มและผมที่ยุ่งนิดๆ อย่างคนไม่ได้ใส่ใจจะทำให้หล่อเหลาอะไร นั่นยิ่งทำให้เขาเป็นผู้ชายที่สะดุดตาของใครหลายๆ คน
................................................

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น