วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

“เตรียมตัวให้พร้อม”....เป็นเจ้าบ่าว-เจ้าสาวที่สมบูรณ์แบบ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลังจากการวางแผนเตรียมงานมาแรมปี จนใกล้จะถึงวันงานเต็มที ว่าที่เจ้าสาวหลายคน อาจกังวลไปต่างๆ นานา ไหนจะเรื่องการเตรียมตัวรับมือกับวันงานอันยุ่งเหยิงที่ตัวเองต้องสวยที่สุดแล้ว ยังจะเป็นห่วงพ่อตัวดีข้างกายอีกว่าจะไม่ดูแลตัวเองให้หล่อเหลาพร้อมรับการเป็นเจ้าบ่าวในวันสำคัญของคุณทั้งสองคน

วันนี้เราจึงมีคำแนะนำดีๆ เป็นแนวทางสำหรับว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาวให้คุณตระเตรียมเรื่องจุกจิกเล็กน้อย ที่บางคนก็ลืมใส่ใจไปกับรายละเอียดเหล่านี้ และปล่อยให้วันงานที่น่าจดจำผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดายเลยค่ะ เริ่มจาก………

สิ่งที่ต้องเตรียม


  • นอกจากเตรียมชุดเจ้าบ่าว/เจ้าสาวเรียบร้อยแล้วก็เตรียมชุดธรรมดาไปเปลี่ยนด้วยนะคะ เดี๋ยวตอนกลับจะได้มีชุดเปลี่ยนค่ะ แต่หากต้องค้างที่โรงแรมก็อย่าลืมเอา ชุดชั้นในไปด้วยนะคะ

  • เตรียมของที่ต้องใช้วันงานกองๆ รวมกันไว้นะคะ จะได้ไม่ลืมเอาไปด้วย

  • ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น ผ้าอนามัย เข็มกับด้าย พลาสเตอร์ปิดแผล ยา ฯลฯ

  • เครื่องประดับ /รองเท้าที่สวมใส่สบายวันงานทั้งเจ้าบ่าว เจ้าสาวค่ะ (อย่าไว้ใจรองเท้าที่แถมมากับสตูฯ นะคะ ต้องดูให้ดีก่อนวันงานว่าต้องใส่สบายและสวยเข้ากับชุดค่ะ ถ้าไม่เวิร์คก็แนะนำให้ลงทุนซื้อดีกว่า)

  • ควรหยุดงานก่อนวันงานอย่างน้อย 3 วันค่ะ เพื่อเช็คความเรียบร้อยของงาน

  • ควรให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายพบปะพูดคุยกันก่อนวันงานบ่อยๆ เพื่อเป็นการตกลงว่าใครจะรับผิดชอบเรื่องไหน โดยมีบ่าวสาวคอยประสานงานค่ะ
    ดูแลตัวเองก่อนวันงาน

  • ดื่มน้ำเยอะๆ ผิมพรรณจะได้สดชื่น

  • เข้านอนเร็ว ๆ หน้าตาจะได้สดใส ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ที่สำคัญกว่าคุณจะหลับได้คงใช้เวลาข่มตานอนพอสมควรค่ะ ก็คุณตื่นเต้นนี่นา

  • ถ้าจะสระผมก็ไม่ต้องลงครีมนวดนะคะ เดี๋ยวช่างทำผมจะปวดหัว เพราะผมลื่นจัดทรงยากค่ะ

  • เจ้าบ่าวตัดเล็บให้สะอาด ส่วนเจ้าสาวจะเพ้นท์เล็บหรือทาสีเล็บก็ได้ค่ะ โดยเลือกเป็นสีขาวหรือสีที่เข้ากับชุดที่ใส่วันงาน

  • ครีมบำรุงผิวต่างๆ ก็เลือกที่ใช้ประจำอยู่ ผื่นจะได้ไม่ขึ้นค่ะ

ในวันงาน

  • อาบน้ำให้สดชื่นที่สุดค่ะ พร้อมรับวันสำคัญของชีวิต

  • หาอาหารทานลองท้องด้วยนะคะ เดี๋ยวจะลืมทานจนหิวตาลาย หมดสนุกแย่เลย

  • พยายามทำตัวให้สวย-หล่อที่สุดสำหรับงานวันสำคัญวันนี้ค่ะ

  • ทำใจให้สบาย ยิ้มไว้นะคะ เพราะคุณอาจโดนถ่ายภาพได้ทุกขณะค่ะ

  • วันนี้ควรดื่มเฉพาะน้ำเปล่า หรือสไปร์ท นะคะ จะได้ไม่หกเปื้อนชุดสวยของคุณกลางงานค่ะ

  • กุญแจบ้านค่ะ อย่าลืมเอาออกมาด้วย เดี๋ยวงานเลิกแล้วจะเข้าบ้านไม่ได้

  • หากเจ้าบ่าวขอแอบงีบระหว่างเจ้าสาวแต่งตัว พอใกล้เสร็จให้ปลุกเขาตื่นนะคะ

  • ความผิดพลาดเล็กน้อย อย่าเก็บเป็นอารมณ์ ปล่อยให้มันผ่านไป เพราะเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ยิ้มสู้นะคะ

  • หากชุดเจ้าสาวงานเย็นเป็นชุดยาวลากพื้น อย่าถกกระโปรงนะคะ ปล่อยให้มันเลอะไปเลย เพราะถ้าคุณต้องถกกระโปรงตลอดทั้งงานรูปที่ถ่ายออกมาไม่สวยแน่ค่ะ
  • ควรเลือกพวงมาลัยแบบไม่ย้อมสีนะคะ จะได้ไม่เปื้อนชุดสวยๆ และไม่โดนค่าปรับจากทางร้าน

ข้อแนะนำต่างๆ ที่นำมาบอกกันอาจดูมากไปนิด แต่เชื่อว่าถ้าคุณอยากเป็นเจ้าสาวที่สมบูรณ์แบบ เคียงข้างเจ้าบ่าวที่ดูดีแล้ว แค่นี้คงไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ

เตรียมตัวให้พร้อม…ก่อนงานวิวาห์ (ตอนที่ 2)

ตอนที่แล้วเรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวถึงเรื่องการหาฤกษ์งามยามดี จำนวนแขก และ theme งานกันไปแล้ว วันนี้ก็มีข้อมูลส่วนอื่นๆ สำหรับการเตรียมงานแต่งงานฝากกันต่อ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของงานเลี้ยงกลางคืนค่ะ

  • พิธีกรในงาน เป็นบุคคลที่สำคัญมาก เพราะมีส่วนในการทำให้งานของคุณราบลื่นไปตามลำดับ คุณจึงควรกำหนดตัวพิธีกรที่บุคลิกดูดี แต่งตัวถูกกาลเทศะ และไว้ใจได้มาเป็นผู้ดำเนินงานให้คุณ ไม่อย่างนั้นงานคุณอาจเละไม่เป็นท่าได้ อย่างเช่น พิธีกรดื่มเหล้าจนเมาพูดชื่อบ่าวสาว หรือผู้ใหญ่คนสำคัญผิดๆ ถูกๆ หรือ ใส่ชุดสีม่วงมาขึ้นเวที อันนี้ก็ไม่เหมาะจะมางานมงคลสมรสนะคะ ทางที่ดีควรมีการซักซ้อมหรือพูดคุยกันก่อนพิธีจริงสักครั้งสองครั้ง และเขียนชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง ของบ่าวสาว พ่อแม่ และผู้ใหญ่ที่จะขึ้นเวทีให้พิธีกรอ่านให้คุณฟังเสียก่อนค่ะ เพื่อป้องกันควมผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น

  • สคริปต์งาน ควรดูลำดับงานให้ต่อเนื่องกันไปจนจบพิธีการ เจ้าบ่าว จ้าสาว พ่อ แม่ ผู้ใหญ่จะได้ไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ เวที หากมีเซอร์ไพรซ์อะไรก็ให้อยู่หลังพิธีการเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เป็นการตัดเค้กของบ่าวสาวแล้วเดินเอาไปให้ผู้ใหญ่ เป็นอันจบพิธี หรือถ้ามีกิจกรรมอะไรต่อก็ให้พิธีกรประกาศเพื่อให้แขกรอดู ไม่อย่างนั้นหลังจากการตัดเค้กแขกจะนึกว่าจบงานแล้วเขาจะทยอยกลับก่อน หมดสนุกเอาได้นะคะ

  • คนตรีและเครื่องเสียงในงาน เรื่องแรกไมโครโฟน เสียงเบาไป ดังไป ก็มีผลนะคะ ปกติบนเวทีจะมีไมโครโฟน 2 ตัว ควรให้เจ้าหน้าที่เช็คเสียก่อนว่าเสียงจะดังพอให้แขกได้ยินทั่วงาน เพราะส่วนใหญ่เวลาบ่าวสาวขึ้นเวที จะเขินอายแล้วพูดเสียงเบา แต่ก็ไม่ใช่ดังมากจนเกินไปนะคะ เดี๋ยวแขกจะนึกว่ามาเที่ยวงานวัด ส่วนนักร้อง วงดนตรี และเครื่องเสียง เลือกที่มั่นใจว่ามีคุณภาพ เข้ากับ theme และสไตล์ของงาน อย่าเกรงใจญาติที่เขาจะหามาช่วย เพราะจะทำให้คุณควบคุมแนวเพลงให้ไปในทางเดียวกันไม่ได้

  • โฟมตัด ป้ายวันงาน แนะนำว่าควรไปดูแบบด้วยตัวเองก่อนวันงาน เพื่อป้องกันความผิดพลาดเรื่องขนาด สี แบบตัวอักษร และตัวสะกดที่ถูกต้อง ที่สำคัญป้ายบอกทางเข้างานต้องใหญ่และเห็นชัดเจน เพราะถ้าวันงานเกิดมีงานอื่นจัดพร้อมกับคุณ แล้วป้ายงานคุณเล็กเกินไป แขกอาจหลงเข้าผิดงานได้ค่ะ

  • Presentation ควรทดลองฉายก่อนงานเริ่ม เพื่อป้องกันความผิดพลาดว่าแผ่นเปิดไม่ติด เครื่องเล่นใช้ไม่ได้ หรือระบบเสียงมีปัญหา ควรต่อปลั๊ก ต่อสายไฟเตรียมไว้ ดูว่าตำแหน่งที่จะฉายมีอะไรบังสายตาแขกหรือเปล่า เช่น ขาไมค์ แจกันดอกไม้ ฯลฯ

  • ช่างภาพ ช่างVDO บ่าวสาวหลายคู่ที่ผ่านงานแต่งงานมาแล้วแนะนำว่าควรจ้างช่างมืออาชีพค่ะ เพราะงานแต่งงานและช่วงเวลาแห่งความประทับใจของชีวิตมีแค่ครั้งเดียว ซึ่งจะจบลงภายในหนึ่งวัน หากคุณไม่ลงทุนกับช่างภาพมืออาชีพแต่กลับวานให้เพื่อนหรือญาติมาถ่ายให้ (เพราะกลัวเปลืองเงิน) ก็อาจต้องมานั่งเสียใจหลังงานเลิกได้นะคะ หากมาพบว่าภาพที่ได้มาขาดมุมหรือความรู้สึกบางอย่างไป เพราะช่างมืออาชีพจะรู้ว่าช่วงไหน จังหวะไหน อารมณ์ใดควรเก็บภาพบ้าง แต่ทั้งนี้คุณก็ต้องเห็นผลงานของเขาก่อนการตัดสินใจจ้างนะคะ จะได้รู้สไตล์และฝีมือของทั้งช่างภาพ และช่าง VDO

เห็นภาพแล้วใช่ไหมคะว่าการจัดงานแต่งงานทั้งที ก็มีรายละเอียดในแต่ละเรื่องที่สำคัญต้องดูแล คุณอาจต้องเหนื่อยสักหน่อย แต่เชื่อว่าคุณจะมีความสุขกับทุกสิ่งที่ได้ทำค่ะ...........

เพราะเสียงหัวใจบอกให้มีกันและกัน (ตอนจบ)....โดย ทรายสีชมพู

วงดนตรีเริ่มเล่นแล้ว ฉันกับกะแตยืนฟังอยู่ที่มุมหนึ่งของสถานที่จัดงานภายในมหาวิทยาลัย จนฟ้าเริ่มมืดลงยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหดหู่มากขึ้นไปอีก ผิดกับเพื่อนฉันที่ตอนนี้ดี๊ด๊ากับเพลงบนเวทีนั้น แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงใครบางคนซึ่งคุ้นอยู่ในหัวใจดังมาจากบนเวที

* ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป

อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย

เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆ กัน

แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน......

“เพลงที่จบลงไปนี้ ผมขอมอบให้กับ…วาครับ เพราะวาคือคนพิเศษของผม” โจ้กล่าวหลังจากร้องเพลงจบและปลดสายกีต้าร์ลง (เอ๊ะ! นั่นมันเป็นตัวเดียวกับที่ฉันเห็นเขาซื้อเมื่อวันนั้นนี่) พอสิ้นเสียงโจ้ก็มีเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดดังสนั่นไปทั่วงาน สายตาทุกคู่จับจ้องมาทางฉัน บ้างยินดีด้วย บ้างอิจฉา แต่ตอนนี้ฉันกลับทำอะไรไม่ถูก เมื่อโจ้กำลังเดินลงจากเวทีมาทางฉันแล้ว
“วา คือโจ้มีอะไรจะบอกน่ะ...คือเราชอบวา เป็นแฟนกับเราได้ไหม” ฉันหูอื้อเหมือนสิ่งรอบตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะกับการขอเป็นแฟนจากโจ้ท่ามกลางผู้คนมากมาย จนพูดไม่ออก
“..........”
“หรือวาไม่ชอบเรา” โจ้ถามฉันก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเริ่มซีดลงทีละนิดๆ
“..........”
“แต่โจ้มีแฟนแล้ว” ฉันรวบรวมความกล้าพูดออกไป
“ อ๋อ” เขาทำท่านึกอะไรบางอย่างได้ แล้วจึงส่งยิ้มละลายหัวใจมาให้ฉัน
“ถ้าวันนั้นที่วาเห็นน่ะ น้องสาวโจ้เองครับ คนนี้ไง” เขาตอบพร้อมกับเปิดกระเป๋าสตางค์ให้ดูรูปถ่ายครอบครัว เล่นเอาฉันออกอาการเอ๋อไปเลย แล้วเขาก็จับมือฉัน เรียกเสียงฮือฮาอีกครั้ง
“ตกลงเราเป็นแฟนกันนะครับวา”
เพียงแค่ฉันสบตาของเขาแล้วตอบตกลงเท่านั้น น้ำตาแห่งความประทับใจก็ไหลลงมาอีกครั้ง
......................................................
การ์ดสีชมพูที่อยู่ตรงหน้าของฉันกับโจ้เป็นสิ่งแทนความรู้สึกตลอดแปดปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดีว่าเราทั้งสองคนผ่านเรื่องราวต่างๆ ด้วยกันมามากมาย ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เราจะยืนเคียงข้างกันตลอดไป

* ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
อยู่ด้วยกันตราบนานๆ ดั่งในใจความบอกในกวี

ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง

มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย
และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย

แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้ เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้
ว่าถ้าชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ

แม้ไม่มีคำพูดใดระหว่างเราแต่เราสองคนต่างก็รู้ว่าเราจะมีกันและกันตลอดไป เหมือนดั่งในเพลงกันและกันที่เราเพิ่งร้องด้วยกันจบลงไปเมื่อครู่นี้ในงานวันสำคัญของเรานั่นเอง
----------------------------------------
*เพลง “กันและกัน” ของวงฟลัว

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เพราะเสียงหัวใจบอกให้มีกันและกัน (ตอนที่ 5)....โดย ทรายสีชมพู

สอบวันสุดท้าย 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ ฉันแทบไม่รู้เรื่องเลย เพราะในหัวสมองมัวแต่คิดถึงเรื่องเมื่อวันนั้น แต่ก็พยายามทำจนผ่านไปได้ด้วยดี ตั้งแต่วันนั้นโจ้ก็ห่างหายหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยเข้ามาพูดคุยหรือทักทายเหมือนอย่างเคย ทำเอาฉันยิ่งแน่ใจขึ้นไปอีกว่า...เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉันเลย

“วา เย็นนี้รีบไปไหนหรือเปล่า” กะแตถามฉันระหว่างที่เราเดินกลับบ้าน

“เปล่านี่ มีอะไรเหรอ”

“ก็จะชวนไปดูคอนเสิร์ตแก้เครียดน่ะ ที่มหาวิทยาลัยเรานี่แหละ ฉลองสอบเสร็จไง แล้วก็ฉลองวาเลนไทน์ด้วย”

“ไม่ดีกว่า ฉันไม่อยากไป เธอไปเถอะ” ก็ใครจะอยากไปดูภาพสวีทหวานของคนมีคู่ในวันแห่งความรักบ้าง

“แต่ฉันอยากไปนี่ ฉันอยากไปเห็นหนุ่มหล่อๆ แล้วได้ข่าวว่างานนี้โจ้จะขึ้นแสดงคอนเสิร์ตด้วย” กะแตบอกฉัน

“อย่างนั้นฉันยิ่งไม่อยากไปใหญ่เลย แฟนเขาคงมาแน่ๆ ที่สำคัญฉันกับโจ้ก็ไม่ค่อยจะได้คุยกันแล้วด้วย”

“ไม่รู้ล่ะ 5 โมงเย็นฉันจะมารับเธอที่หอนะ รีบกลับไปเตรียมตัวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยล่ะ” พูดจบเธอก็รีบโบกแท็กซี่กลับไปอย่างรวดเร็ว สรุปว่าฉันต้องไปใช่ไหม…

บรรยากาศงานปาร์ตี้วาเลนไทน์เดย์ ดูหอมหวานไปด้วยการตกแต่งลูกโป่งโทนสีชมพูสลับขาว ทำให้คู่รักหลายคู่ต่างอิ่มเอมกันอย่างที่คนโสดอย่างฉันเผลออิจฉาไม่ได้ กะแตมารับฉัน 5 โมงตรงเป๊ะพอดี ทั้งที่ปากฉันบอกว่าไม่อยากไป แต่ก็อดไม่ได้เมื่อคิดถึงหน้าโจ้ เพราะนี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เจอเขาก่อนจะปิดเทอมใหญ่อีก 3 เดือนข้างหน้า หากก็กลัวเหลือเกินว่าอาจต้องเห็นภาพบาดหัวใจ

...............................................................

เพราะเสียงหัวใจบอกให้มีกันและกัน (ตอนที่ 4)....โดย ทรายสีชมพู


วันนี้เป็นการสอบปลายภาคเรียนที่สองของนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างฉัน เลยต้องตั้งใจอ่านหนังสือสุดฤทธิ์ และฉันก็มีภาระเพิ่มขึ้นอีกอย่างคือ เป็นผู้ช่วยติวหนังสือให้กับโจ้ผู้ซึ่งตามติดฉันมาตลอดหลังกลับมาจากการรับน้องเมื่อต้นเทอมก่อน เราพูดคุยและเห็นหน้ากันบ่อยขึ้น สนิทกันมากขึ้น จนเพื่อนๆ ในคณะต่างยุให้เราเป็นแฟนกัน

แต่ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ เพราะโจ้ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง นอกจากการกระทำที่ใครๆ พากันคิดเอาเองว่าเขามีใจให้ฉัน บางทีการคิดอะไรข้างเดียวมันก็เสี่ยงและไม่คุ้มกับการแอบคิด เพราะหากไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ต้องเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว ฉันเลยชวนกะแตไปเดินห้างดูอะไรเพลินๆ สักหน่อย จะได้หยุดความคิดฟุ้งซ่านพวกนี้ด้วย

ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ (ตัวการทำโลกร้อน) ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่ฉันกับยัยแตเดินเข้ามาภายในตัวอาคารศูนย์การค้าชื่อดังใจกลางเมือง ฉันคิดว่าจะชวนเพื่อนสาวไปกินไอติมดับร้อนเสียหน่อย
แต่กลับต้องหยุดความคิดลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นโจ้กับผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเลือกซื้อกีต้าร์อยู่ในร้านขายเครื่องดนตรีด้วยท่าทีหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บที่หน้าอกอย่างบอกไม่ถูก หมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง

ฉันเพิ่งรู้วันนี้เองว่าโจ้มีใครอยู่แล้วในหัวใจซึ่งไม่ใช่ฉัน แต่เป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่ยืนเคียงข้างเขาในเวลานี้เอง แล้วที่ผ่านมามันคืออะไร หรือฉันมีค่าแค่เพื่อนคนหนึ่งของเขาเท่านั้น ความน้อยใจพลุ่งพล่านขึ้นมาทำให้ฉันกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หมดเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไปได้อีก ขาสองข้างรับคำสั่งจากหัวใจว่าต้องออกจากที่ตรงนี้ ก่อนที่จะให้คนอย่างเขาต้องมาเห็นน้ำตาของฉัน

“เสียแรงที่เราไว้ใจคิดว่าเป็นคนดี ที่ไหนได้โจ้ก็หลอกเพื่อนเรา” ยัยแตพูดขึ้นเมื่อเราเดินออกมาจากตัวห้างแล้ว

“ช่างเถอะ! โจ้ไม่ผิดหรอก เราคงคิดไปเองมากกว่า เพราะเขาก็ยังไม่เคยบอกเรานี่นะว่าเขาไม่มีใคร” ฉันบอกเพื่อนไปอย่างนั้นทั้งที่วันนี้ฉันเสียใจที่สุด

“ต่อไปนี้เราจะไม่ให้เขามายุ่งกับวาอีกเลย เราขอโทษนะวาที่ผ่านมาเราเข้าใจว่าเขาเป็นคนดี แต่ที่ไหนได้ ก็มาหลอกเพื่อนเรา” หล่อนทำท่าโกรธเป็นฟืนไฟ จนฉันนึกขอบคุณที่มีเพื่อนดีๆ แบบนี้

“ขอบใจนะแต ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่เป็นอะไร” ฉันพูดกับแตก่อนจะแยกกันกลับ
......................................................
วันนี้ผมตั้งใจจะไปซื้อกีต้าร์สวยๆ สักตัว เลยชวนน้องสาวไปช่วยเลือกที่ร้านขายเครื่องดนตรีบนศูนย์การค้าใกล้บ้าน หวังว่าจะใช้มันเพื่อบอกความในใจกับวาเร็วๆ นี้ ผมจึงต้องพิถีพิถันในการเลือกกันหน่อย เลยพากันอยู่ในร้านค่อนข้างจะนาน
ยัยน้องสาวตัวดีจับไต๋ผมได้ก็เลยแกล้งแซวผมจนทำอะไรไม่ถูก ด้วยความที่ผมมีน้องสาว (ซึ่งนิสัยออกจะห้าวเกินสาว) คนเดียว เลยทำให้เราสนิทกันมาก พี่เจ้าของร้านเลยนึกว่าเราเป็นแฟนกัน
พอผมเลือกซื้อได้ที่ถูกใจเรียบร้อยก็เดินออกมาจากร้าน พอดีกับที่ผมเหลือบไปเห็นวากับแตอยู่ไวๆ เลยว่าจะเข้าไปทักและแนะนำให้รู้จักกับน้องสาวเสียหน่อย แต่ก็ไม่ทันเพราะเธอเดินเร็วเหลือเกิน ไม่เป็นไรเอาไว้คราวหลังก็ได้ เพราะตอนนี้ผมมีภารกิจใหญ่ที่สำคัญกว่า
......................................................

เพราะเสียงหัวใจบอกให้มีกันและกัน (ตอนที่ 3)....โดย ทรายสีชมพู

ผมนั่งเรียนวิชาแรกของชีวิตนักศึกษาด้วยความรู้สึกดีๆ คงเป็นเพราะผมเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ด้วย เลยทำให้ผมมีความสุขกับการได้มาเรียนอะไรที่ตัวเองชอบและค่อนข้างถนัด คือผมเป็นนักร้องครับ ผมร้องเพลงมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม ผมเป็นนักร้องนำประจำวงดนตรีที่เล่นในโรงเรียนครับ แล้วผมก็ชอบเล่นกีตาร์เป็นชีวิตจิตใจเลย ที่สำคัญที่สุดวันนี้ผมได้แอบมองหน้า “วา” ด้วยแหละ เธอคงไม่รู้หรอกเพราะเธอตั้งใจเรียนมากๆ เลย ส่วนผมน่ะหรือเป็นประเภทปฏิบัติปึ้กแต่ทฤษฎีแป้ก จนกระทั่งวิชาที่สองผมก็เข้าห้องเรียนสายจนที่นั่งด้านหลังเต็มหมดแล้ว (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักศึกษาที่มักจะเลือกที่นั่งจากแถวหลังก่อนไล่มาถึงแถวหน้า) จึงต้องมานั่งด้านหน้า ซึ่งเหลือที่ว่างตรงข้างๆ วาพอดี ผมจึงขอเข้าไปนั่งข้างๆ เธอ

“ขอนั่งตรงนี้ได้ไหมครับ” ผมถามเธอ

“ได้ค่ะ ยังไม่มีใครนั่ง” เธอตอบพร้อมกับหยิบสมุดหนังสือที่วางกองอยู่ตรงนั้นออกให้ผมนั่ง ทำเอาผมเขินไปเหมือนกันแฮะที่ได้มานั่งใกล้ๆ กับคนที่ตัวเองแอบมองอย่างนี้ ชั่วโมงนี้ผมคงนั่งเรียนไปอมยิ้มไปแน่เลย เฮ่อ!

......................................................
กะแตสะกิดฉันใหญ่หลังจากนายโจ้สุดหล่อของเธอมาของนั่งข้างๆ ฉัน นอกจากสะกิดแล้วก็ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีกแน่ะ
“ไง! เชื่อฉันหรือยังว่านายโจ้ต้องแอบปิ๊งเธอแน่นอน” ยัยแตซึ่งนั่งอยู่อีกข้างทำกระซิบกระซาบกับฉัน
“บ้าน่า เขาแค่ไม่มีที่นั่งต่างหากเล่า” ฉันหาเหตุผลให้เขา
“ไม่จริงหรอก ข้างๆ ยัยดาวคณะสุดสวยนั่นก็ว่าง ไม่เห็นเขาจะไปนั่งเลย” ยัยแตยังเถียงไม่เลิก จนฉันต้องเป็นฝ่ายเงียบไปเอง...แต่ก็ต้องยอมรับว่าอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องที่เธอพูด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ล่ะ..อึ๋ย..
......................................................
ความวุ่นวายของเฟรชชี่และบรรดานักศึกษารุ่นพี่ของคณะนิเทศศาตร์ที่มารวมตัวกันเพื่อรอคอยการเดินทางไปรับน้องถึงนอกสถานที่ต่างก็ใจจดจ่อกับการได้ไปเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา และเมื่อเวลา 8 นาฬิกาตรง รถบัสขนาดใหญ่กว่า 80 ที่นั่งก็มุ่งหน้าออกจากมหาวิทยาลัย ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เรียกเอารอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากพี่น้องไปตลอดทางด้วยการสร้างสีสันจากพี่บัณฑิตสุดฮา
“วา ขอโจ้นั่งด้วยคนนะ” ผมแอบเดินมาขอนั่งกับเธอ (อีกแล้ว) ก็แหม! กว่าจะถึงโคราชผมจะได้ทำความรู้จักกับเธอไปเรื่อยๆ ไง
“ได้สิ พอดียัยแตติดธุระด่วนก็เลยเบี้ยวเรากะทันหันน่ะ” เธอบอกผมแล้วยิ้มให้ ยิ้มที่ยังคงน่ารักอยู่เสมอ
และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผมกับเธอ ยิ่งนานวันผมก็ยิ่งชอบเธอมากขึ้น เพราะนอกจากความสดใสน่ารักของเธอแล้ว เธอยังแสนดีมีน้ำใจกับทุกคนและเอาใจใส่คนรอบข้างเสมอ อย่างตอนที่เราไปรับน้องที่โคราชครั้งนั้น เธอก็ยังช่วยปฐมพยาบาลให้ผมจากความเซ่อซ่าสะดุดล้มจนได้เลือดระหว่างการเดินป่า และอีกหลายครั้งที่เธอช่วยติวข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์สุดโหดให้ผมและเพื่อนๆ จนผ่านเส้นตายกันมาได้อย่างหวุดหวิด ต้องขอบคุณที่วันนี้ผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเธอ และผมตั้งใจว่าจะบอกความในใจกับเธอในไม่ช้านี้
......................................................

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เพราะเสียงหัวใจบอกให้มีกันและกัน (ตอนที่ 2)....โดย ทรายสีชมพู

เช้าวันแรกของการมามหาวิทยาลัยของผม แม้ว่าผมจะตื่นสายไปหน่อย (ไม่ได้ตื่นเต้นนะครับ) แต่ก็ยังมาทันเวลาปฐมนิเทศของเฟรชชี่คณะนิเทศศาสตร์ล่ะนะ เนื่องจากวันนี้ผมตื่นสายก็เลยไม่ทันได้สำรวจตัวเองเลยออกจะเซอร์ไปนิด ผมเผ้าก็ยุ่งๆ เน็กไทก็ผูกไม่เข้าที่ แต่ก็ออกจากบ้านมาทั้งอย่างนั้นแหละ (แต่น้องสาวผมกลับบอกว่าหล่อดีแฮะ)

มาถึงมหาวิทยาลัยได้ด้วยบริการรถโดยสารขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ก็ไปลงทะเบียนที่คณะแล้วพวกรุ่นพี่ก็นำเอาป้ายชื่อ “น้องโจ้” มาคล้องที่คอผม แต่ที่ไม่เหมือนใครคือใต้ชื่อของผมมีวงเล็บว่า “คนนี้จองแล้ว” ซะอย่างนั้น หลังจากนั้นผมก็ถูกรุ่นพี่พามารวมกลุ่มกับเพื่อนใหม่

ผมนั่งอยู่อย่างนั้นเพราะยังไม่รู้จักใครจึงยังไม่ได้คุยกับใครสักคน เลยพอมีเวลาสำรวจเพื่อนร่วมชะตากรรมของผมในอีกสี่ปีข้างหน้า สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดอยู่ตรงนั้น อาจเพราะหน้าใสๆ ดวงตากลมโตบวกกับแก้มป่องๆ ของเธอ (อ้อ! ที่ป้ายห้อยคอเขียนว่าเธอชื่อ “วา”) ทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงที่น่ารักทีเดียว

ผมตื่นจากห้วงความคิดทันทีที่เพื่อนสะกิดให้ลุกขึ้นเดินตามรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งออกไปข้างนอกเพื่อทำอะไรบางอย่าง อ๋อ! ประกวดดาว-เดือนอะไรนั่นล่ะ

......................................................

“นี่ วา เมื่อตะกี้นี้ฉันเห็นนายนั่นแอบมองเธอด้วยแหละ” กะแตกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขณะที่เราเลิกเรียนวิชาแรก

“ใครน่ะ ตาคนนั้นของเธอ” ฉันถามด้วยความแปลกใจ

“ก็ตาโจ้ ที่เป็นเดือนของคณะไงเล่า นี่ฉันเห็นนายนั่นมองเธอบ่อยๆ ด้วยล่ะ สงสัยจะแอบปิ๊งเธอเข้าแล้ะล่ะ”

“จะบ้าเหรอ ที่นี่คนสวยๆ เหมาะสมกับเขาเยอะแยะ จะมาสนใจอะไรกับฉัน ขนลุก” ฉันรีบปฏิเสธ ก็แหมมันจะเป็นไปได้อย่างไรก็เขาดูดีขนาดนั้น ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน ทั้งในและนอกคณะพากันชอบเขาเกรียวไปหมด

“มันก็ไม่แน่หรอกนะ เพื่อนเราก็น่ารักใช่ย่อยที่ไหน” ยัยแตยังไม่เลิกพล่าม จนฉันรีบตัดบท

“พอเลยแก ถ้ายังไม่หยุดฉันไม่คุยด้วยแล้วนะ” พูดจบฉันเลยจ้ำอ้าวนำหน้าไปก่อนปล่อยให้เพื่อนเดินหัวเราะคิกคักตามมา
......................................................

เพราะเสียงหัวใจบอกให้มีกันและกัน (ตอนที่ 1)....โดย ทรายสีชมพู


*ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป

อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย

เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆ กัน

แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน

เสียงเพลง * “กันและกัน” ของวงฟลัว ที่เปิดดังมาจากวิทยุคลื่นโปรดของฉัน ทำให้ฉันและใครอีกหลายคนที่ยังคงนอนไม่หลับ ต้องนอนอมยิ้มไปตามๆ กัน ด้วยความหวานของเพลง และทำนองที่จับหัวใจของคนที่มีความรักเอาไว้ด้วยกัน เปล่า..ไม่ใช่ว่าฉันไม่ง่วงนอน แต่ฉันนอนไม่หลับต่างหาก เนื่องจากพรุ่งนี้เช้าเป็นวันก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยวันแรกของเด็กต่างจังหวัดอย่างฉันผู้ซึ่งเดินทางเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ด้วยทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย จากอานิสงส์ของเกรดเฉลี่ย 4.00 จากมัธยมปลาย

หลังจากที่พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงอย่างนั้นจนดึกแล้วก็ผล็อยหลับไป จะด้วยความง่วงงุนหรือไม่ก็ตาม หากฉันก็หลับตาพริ้มลงไปพร้อมๆ กับเพลงหวานเมื่อครู่นี้แล้ว

นอกจากเสียงเพลงที่ดังเป็นจังหวะแล้ว เหล่าบรรดานักศึกษารุ่นพี่ที่มายืนรอรับรุ่นน้องก็ส่งเสียงเฮฮากันอย่างสนุกสนาน ทำให้บรรยากาศวันปฐมนิเทศของเฟรชชี่จากคณะต่างๆ ดูคึกคักเป็นพิเศษเฉกเช่นทุกปี

ฉันเดินเข้าสู่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังซึ่งเลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตทั้งสี่ปีอย่างคุ้มค่าที่สุด ฉันเดินตามทางมาเรื่อยๆ จนเห็นป้ายคณะนิเทศศาสตร์อยู่ไกลๆ โดยมีรุ่นพี่ตัวโตๆ ชูไว้เหนือศรีษะ ราวกับจะคอยต้อนน้องๆ ก็ไม่ปาน เสียงโหวกเหวกตะโกนถามฉันขึ้นเมื่อเดินไปถึง

“น้องคณะอะไรครับ นิเทศหรือเปล่า”

ฉันส่งยิ้มไปให้ก่อนจะตอบว่า “ นิเทศค่ะ”

เท่านั้นพี่ๆ ก็กรูกันมาล้อมหน้าล้อมหลังอย่างสนุกสนาน ฉันได้รับป้ายชื่อมาคล้องคอ แล้วรุ่นพี่คนหนึ่งก็พาฉันขึ้นไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ห้องประชุมซึ่งมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว

หลังจากที่ฉันได้เข้ามาในห้องเพื่อรอเพื่อนๆ ในสาขาวิชาเดียวกัน นอกจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่หกตัวที่ทำเอาเย็นฉ่ำจนหายจากความร้อนแล้ว ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่มากมาย ฉันหันไปทักทายเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้มทางซ้ายทีขวาทีและก็ได้รับมิตรภาพใหม่ๆ กลับคืนมาเช่นเดียวกัน

“เอาล่ะน้องๆ คะตอนนี้พี่จะขอตัวแทนน้องปีหนึ่งไปประกวดดาว-เดือน หนึ่งคู่นะคะ” พี่เอ๋รุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะสแกนสายตาไปรอบๆ ห้องแล้วจึงชี้ไปยังผู้หญิงที่นั่งแถวถัดจากฉันไปประมาณสองแถวและผู้ชายอีกคนซึ่งนั่งอยู่แถวหลังสุด

“พี่เลือกน้องสองคนนี้แล้วกันนะคะ” หญิงสาวที่ถูกเลือกดูหน้าตาสวย ท่าทางเปรี้ยวจี๊ด รูปร่างสูงโปร่ง ผมดัดเป็นลอนย้อมเป็นสีทองขับเธอให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ส่วนชายหนุ่มคนนั้นก็...ก็ดูดีนะ ไม่สิ ดูดีทีเดียว ด้วยส่วนสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผิวที่ค่อนข้างขาว (แม้จะโดนแดดเผาไปนิด) กับลักยิ้มที่ข้างแก้มและผมที่ยุ่งนิดๆ อย่างคนไม่ได้ใส่ใจจะทำให้หล่อเหลาอะไร นั่นยิ่งทำให้เขาเป็นผู้ชายที่สะดุดตาของใครหลายๆ คน
................................................

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เตรียมตัวให้พร้อม....ก่อนงานวิวาห์ (ตอนที่ 1)

หลังจากที่คุณและคนรักตกลงกันได้แล้วว่าจะจัดงานแต่งงานที่ไหน ทีนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเตรียมการให้พร้อมเพื่อวันสำคัญกันแล้วล่ะค่ะ ....

เมื่อคุณตัดสินใจเลือกสถานที่จัดงานแต่งงานได้แล้ว ต่อมาก็คือการเตรียมความพร้อมค่ะ

  • อันดับแรกคุณต้องคิดไว้ก่อนเลยว่า งานแต่งของคุณมีแม่งานหรือไม่ ถ้ามีเป็นใคร สามารถจัดงานได้อย่างที่คุณต้องการหรือเปล่า เพราะลำพังแค่คุณกับคนรักเพียงสองคนก็คงจัดการเตรียมงานไม่ไหวแน่นอน อาจเป็นพ่อหรือแม่ของฝ่ายเจ้าบ่าว เจ้าสาว พี่น้อง ญาติ เพื่อนสนิท ที่คุณต้องแน่ใจว่าสมารถทำได้นะคะ เพราะไม่อย่างนั้นงานของคุณอาจออกมาแบบขาดๆ เกินๆ แล้วคุณเองนั่นแหละที่จะต้องมานั่งปวดหัวกันทีหลัง แต่ถ้าไม่แน่ใจหรือหาไม่ได้ก็ขอแนะนำให้จ้างมืออาชีพด้านการจัดงานแต่งงานไปเลยค่ะ ทีมงานเขาจะรู้ว่าจะต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ทั้งนี้คุณก็ต้องประสานงานกับพวกเขาให้เข้าใจนะคะว่าอยากได้งานรูปแบบไหน หรือคุณต้องการอะไร ที่สำคัญคุณมีงบประมาณอยู่เท่าไหร่ อย่ามัวแต่อายค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง

  • ฤกษ์ยาม…กับสถานที่จัดงาน
    ได้สถานที่จัดงานเรียบร้อยก็มาดูเรื่องฤกษ์งามยามดีกันว่า วัน เวลา ที่เหมาะสมของคุณทั้งคู่ที่จะจัดงานมงคลนั้นตรงกับวันว่างของสถานที่ที่เรามองไว้หรือเปล่า ยิ่งถ้าหากเป็นเดือนยอดฮิตช่วงเดือนคู่ปลายปี อย่างเดือนสิงหาคม, ตุลาคม, ธันวาคม ด้วยแล้ว ยิ่งมีคู่บ่าวสาวแต่งงานกันเยอะ สถานที่นั้นๆ อาจถูกจองเต็มไปแล้วก็ได้ ทางที่ดีคุณควรหาฤกษ์สำรองไว้ด้วย จะได้ไม่ต้องหาฤกษ์ใหม่ให้เสียเวลา และการไปดูสถานที่จริงก็จะทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

  • จำนวนแขก…เรื่องสำคัญ
    เป็นอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะคนไทยอย่างเราๆ มักอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ดังนั้นแขกที่จะมาร่วมงานส่วนใหญ่จึงล้วนเป็นแขกของคุณพ่อ คุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ คุณจะต้องลิสต์รายชื่อจำนวนแขกทั้งหมดที่จะมาร่วมงาน เพื่อให้สะดวกในเรื่องของการเตรียมเมนูอาหาร เครื่องดื่มให้เพียงพอ และไม่เหลือเกินความจำเป็น รวมถึงสถานที่รับรอง ที่จอดรถอีกด้วย

  • Theme งาน คู่บ่าวสาวควรจะคุยกันถึงเรื่องคอนเซ็ปต์งานด้วย ว่าต้องการแบบไหน ถามความคิดเห็นจากคุณพ่อ คุณแม่ทั้งสองฝ่ายด้วยก็จะดี เพื่อให้รูปแบบของงานและแขกที่มาร่วมในงานกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน อาจจะเป็นแบบเรียบหรู โมเดิร์น หรือย้อนยุค หรือธรรมดาแต่เน้นสนุกสนานก็ว่ากันไป

แค่เริ่มต้นการงาน ก็ดูจะเหนื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะ อย่าเพิ่งท้อนะคะ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณต้องเตรียมความพร้อม เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ถึงเหนื่อยแต่ก็เพื่อความสุขในอนาคตล่ะน่า ขอให้เชื่อเถอะค่ะว่างานของคุณต้องออกมาคุ้มค่ากับการรอคอย....

แล้วเรากลับมาพบเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมกับงานแต่งงานกันต่อได้นะคะ....

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วิวาห์ที่ใช่...ในแบบที่เป็นคุณ

แต่งงานกันนะ? ประโยคคลาสสิคแสนวิเศษ ที่ไม่ว่าสาวๆ คนไหนลองได้ยินคำนี้ออกจากปากของชายหนุ่มคนรักแล้ว หากไม่ยิ้มจนแก้มปริก็อาจมีน้ำตาคลอที่แก้วตาดวงน้อยๆ ทั้งสองข้างด้วยความปลื้มปีติไม่มากก็น้อยล่ะน่า


ทันทีที่คุณตอบตกลงแต่งงานกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสถานะของคุณทั้งสองคน ให้กลายเป็นว่าที่เจ้าสาว และว่าที่เจ้าบ่าวในบันดล ที่นี้ล่ะเรื่องวุ่นๆ ก็จะตามมาอีกโขทีเดียว

ไหนจะเป็นการเตรียมงานแต่งงาน การเตรียมชุดเจ้าสาว การจัดแจงเรื่องจัดเลี้ยง การ์ดเชิญ ของชำร่วย งบประมาณการจัดงาน แล้วก็อื่นๆ อีกสารพัด

แหม!! อย่าเพิ่งรีบถอดใจสิคะ ไม่ว่าเรื่องไหนที่คุณอยากรู้ ที่นี่...เรามีคำตอบรอคุณอยู่ค่ะ เราตามไปดูกันนะคะ

  • อันดับแรกคุณว่าที่เจ้าสาวต้องคุยกับคุณว่าที่เจ้าบ่าวเสียก่อนนะคะว่าอยากได้งานแต่งงานแบบไหน? อย่างไร?

  • ทางการหรือไม่ทางการ? ในสไตล์ที่เป็นคุณ

หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าอยากได้งานออกมาในรูปแบบใด ทีนี้ก็ลองมาดีไซน์งานของคุณกันดีกว่าค่ะ ว่าจัดงานแบบไหนถึงจะเหมาะกับคุณที่สุด

จัดงานตามห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม อันนี้ก็จะสะดวกทั้งคุณและแขกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ตามโรงแรมต่างๆ เขามีแพ็คเกจบริการงานวิวาห์ครบวงจร ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เวที ดนตรี ดอกไม้ในงาน เพราะเขาจะมีทีมงานมืออาชีพไว้ดูแลคุณโดยเฉพาะ การเดินทางไปมา ที่จอดรถก็สะดวกสบาย เหมาะสำหรับงานที่มีแขกผู้ใหญ่จำนวนมาก แต่นั่นหมายความว่าคุณก็จะต้องแลกกับเงินก้อนใหญ่ที่จะต้องจ่ายให้เขาไปเป็นเงาตามตัวทีเดียวเชียวล่ะ

จัดงานแต่งงานตามสโมสร อีกวิธีที่สะดวกไม่แพ้กัน ถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นข้าราชการก็ลองเลือกจัดงานตามสโมสร ก็น่าจะดีนะคะ เพราะนอกจากแขกผู้ใหญ่ของท่านจะมางานกันได้อย่างเป็นกันเองแล้ว คุณยังได้ส่วนลดค่าเช่าสถานที่อีกด้วย

  • จัดงานที่โรงเรียน ถ้าหากบ่าวสาวคู่ไหนเคยพบรัก หรือเรียนจบจากที่เดียวกันก็แนะนำให้เลือกจัดงานที่หอประชุมโรงเรียนของตัวเองก็เวิร์คค่ะ เพราะนั่นจะทำให้คุณทั้งสองคนนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่เคยพบรัก หรือเคยนั่งเรียนด้วยกันมา ไม่แน่นะงานแต่งงานของคุณ อาจกลายเป็นงานเลี้ยงรุ่นดีๆ นี่เอง

  • จัดงานอย่างเรียบง่ายที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยิ่งหากเป็นบ้านที่มีพื้นที่เป็นสนามหญ้ากว้างขวาง หรือบ้านทรงไทยสวยๆ ก็น่าอวดแขกดีเหมือนกันนะคะ ข้อนี้เหมาะกับงานที่มีแขกส่วนมากเป็นญาติของทั้งสองฝ่าย หรืองานที่แขกไม่มากนัก เพราะไม่ต้องยุ่งยากในการจัดงานหรือการเดินทาง แถมบรรยากาศก็เป็นกันเองด้วย

  • งานปาร์ตี้ริมทะเล นี่แหละงานในฝันของเจ้าสาวที่สุดแสนจะโรแมนติก ด้วยบรรยากาศยามพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ท้องฟ้าสีส้มสะท้อนเม็ดทรายสีน้ำตาลละเอียดท่ามกลางน้ำทะเลสีฟ้าใส กับลมทะเลเย็นๆ ที่พัดมาปะทะผิวกายให้ชุดเจ้าสาวพริ้วไหวไปมา ว้าว! อะไรจะโรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แต่ข้อจำกัดของการจัดงานริมทะเลก็คือต้องเป็นงานที่มีจำนวนแขกไม่มากจนเกินไป และชายหาดที่จัดงานก็มักอยู่ตามต่างจังหวัดนะคะ

  • งานแต่งงานในสวน บรรยากาศก็ดี ลมพัดเย็นสบาย หากคุมโทนสีของงานด้วยดอกไม้หรือลูกโป่งที่คุณชื่นชอบ ก็จะเป็นปาร์ตี้ที่น่าสนใจไม่น้อย เดี๋ยวนี้สวนสวยในกรุงเทพฯ ก็มีอยู่มากมาย จะสวนเล็กสวนใหญ่ก็แล้วแต่ความสะดวกค่ะ

ทั้งนี้ต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายอย่างด้วยกันนะคะ

  • อย่างแรกเลยต้องดูจำนวนแขกที่จะมาร่วมงาน ลองลิสต์รายชื่อดูว่ารวมแล้วประมาณกี่คน จะได้ดูว่าสถานที่ๆ คุณจะจัดงานนั้นจุคนได้เพียงพอหรือเปล่า

  • การเดินทางสะดวกหรือไม่ ถ้าหากเป็นต่างจังหวัดก็อาจต้องมีที่พักรองรับแขกบางส่วนด้วย

  • ต่อมาต้องดูกันที่งบประมาณเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าหากคุณอยากได้งานแบบหรูหราแต่ว่าเงินในกระเป๋าไม่เอื้ออำนวยก็ไม่ไหวค่ะ
เลือกแบบที่คุณคิดว่าจัดแล้วแฮปปี้ทั้งคุณและแขกที่จะมาร่วมเป็นสักขีพยานดีกว่านะคะ จะได้ไม่ต้องมานั่งตามใช้หนี้กันหลังจบงาน

หากไม่ต้องการยุ่งยากมากนักก็ตัดสินใจจ้างปรึกษา หรือบริษัทออแกไนเซอร์มืออาชีพไปเลยก็ดีนะคะ จะได้หมดกังวลเรื่องเหล่านี้ไปเสีย แล้วใช้เวลาไปกับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวแสนสวยและบ่าวสุดหล่อได้อย่างเต็มที่ไงล่ะ

แต่…ไม่ว่าคุณจะเลือกจัดงานแต่งงานที่ไหน รูปแบบใด ก็ขอให้คุณมีความสุขกับวันสำคัญของชีวิตค่ะ แล้วกลับมาเจอกันใหม่นะคะ....Have a good dream ka